ประเทศที่มีนโยบาย set zero

ปัจจุบันนี้มีปัญหาสุนัขจรจัดหรือว่าเป็นปัญหาที่เริ่มรุนแรงมากขึ้นทุกวันเพราะเจ้าของสัตว์เลี้ยงไม่สามารถที่จะดูแลได้ก็นำมันมาทิ้งขว้างจนทำให้เกิดปัญหาดังกล่าวขึ้น จึงทำให้เกิดมาตรการหนึ่งที่กำลังถกเถียงกันอยู่ทุกวันนี้นั่นก็คือการสร้างให้มีนโยบาย Set Zero เกิดขึ้น

นโยบาย Set Zero คืออะไร? โครงการเซ็ตซีโร่ที่กำลังได้รับ การร้องเรียนของคนที่รักสัตว์อยู่ในปัจจุบันนี้นั่นก็คือการทำลายสัตว์จรจัดให้หมดสิ้นโดยวิธีการทำลายนั้นก็คือการฆ่าทิ้งซึ่งการทำอย่างนี้นั้นก็เป็นเสมือนการทารุณกรรมสัตว์และเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเป็นอย่างมากแต่บางคนก็อาจจะให้คำแก้ตัวที่ว่าประเทศอื่นก็ทำกันซึ่งเราจะมาดูกันว่าประเทศที่ใช้นโยบาย Set Zero นี้จะประสบ ความสำเร็จหรือถูกดูถูกกันแน่

set zero

ประเทศแรกที่ถือว่าเคยเป็นข่าวใหญ่มาก่อนนั้นก็คือนโยบาย Set zero ของประเทศญี่ปุ่นซึ่งในประเทศนั้นจะใช้คำว่า Dreambox คำนี้อาจจะฟังดูสวยหรูหรือชวนฝันแต่ความจริงแล้วก็นำไปสู่การฆ่าสัตว์เลี้ยงโดยให้ความหมายที่ว่าเป็นการจัดระเบียบเรื่องการเลี้ยงสุนัขถ้าหากไม่สามารถที่จะดูแลได้ก็ให้นำไปสู่ Dreambox แต่ก็ไม่ได้เป็นการฆ่าทั้งหมดเพราะก่อนที่จะนำไปสู่หนทางสุดท้ายนั้นก็คือการหาเจ้าของให้กับสัตว์เหล่านั้นก่อนแต่ถ้าหากถึงระยะเวลาตามที่กำหนดแล้วยังไม่มีผู้รับไปเลี้ยงก็จะทำลายลงในที่สุด จากข่าวที่เคยได้อ่านมาก็ถือว่าค่อนข้างที่จะรุนแรงแต่ปัจจุบันนี้กลับกลายเป็นว่าผู้ที่จะเลี้ยงสุนัขและแมวจะต้องเสียภาษีฉะนั้นทำให้เห็นว่าคนเหล่านั้นมีการรับผิดชอบและดูแลการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงมากยิ่งขึ้นโครงการเซ็ตซีโร่ก็ยังมีอยู่แต่สัตว์เลี้ยงเหล่านั้นเข้า Dreambox น้อยลง

ไม่น่าเชื่อว่าประเทศหนึ่งที่กำลังจะสร้างนโยบาย Set Zero นั่นก็คือประเทศไทย แต่เชื่อหรือไม่ว่าตอนนี้กำลังมีการถกเถียงและโต้แย้งกันอยู่เพราะมันเปรียบเสมือนการทารุณกรรมสัตว์ที่รุนแรงเกินไป ลองคิดในทางกลับกันหากสัตว์เหล่านั้นเปรียบเสมือนกับมนุษย์คนหนึ่งถ้าหากว่าคุณไม่สามารถที่จะดูแลได้แล้วคุณจะฆ่าทิ้งได้ลงหรือไม่!? แน่นอนว่าสัตว์ที่เกิดมาล้วนมีชีวิตจิตใจฉะนั้นหากเกิดมีนโยบาย Set Zero ขึ้นก็ไม่แปลกเลยที่จะมีผู้ไม่เห็นด้วยและร้องเรียนให้ยกเลิกนโยบายนี้ไปจนปัจจุบันนี้ก็ยังถือว่าไม่มีการประกาศให้มีนโยบายนี้เพราะยังไม่มีผู้เห็นด้วยเลย

การสร้างนโยบาย Set Zero นั้นถือว่าเป็นความรุนแรงที่มากเกินไป ประเทศไหนทำลงก็อาจจะต้องคิดหนักว่าใจคอโหดเหี้ยมเกินไป แต่สิ่งที่ควรทำคือหาทางออกที่ดีกว่าการฆ่าแกง!!!

วิธีการกำจัดกลิ่นของสัตว์เลี้ยง

คนส่วนใหญ่มักจะ ชื่นชอบการเลี้ยงสัตว์เลี้ยง เพราะสัตว์เหล่านั้น อาจจะเป็นเสมือนเพื่อนคู่ใจ ในยามที่คุณรู้สึกเหงา และแน่นอนว่าสัตว์เลี้ยงเหล่านั้นก็ย่อมต้องการความรักจากเจ้าของด้วยเพราะฉะนั้นหากเมื่อคุณต้องการที่จะมีสัตว์เลี้ยงเป็นของตัวเองก็ควรที่จะดูแลเอาใจใส่ให้ความรักแล้วคุณก็จะได้ความรักกลับมา แต่ถึงอย่างไรก็แล้วแต่เมื่อคุณได้เลี้ยงมันไปสักระยะหนึ่งสิ่งที่คุณ และคนส่วนใหญ่มักจะเจอกันก็คือกลิ่นตัวของเจ้าสัตว์เลี้ยงที่คุณรักนั่นเอง
บางคนไม่เคยรู้ว่าการอาบน้ำ ให้สัตว์เลี้ยงนั้นไม่ได้ถือว่าเป็นการทำความสะอาดที่หมดจดเลยทีเดียวเพราะอย่างน้อยมันก็ยังมีกลิ่นของความเป็นสัตว์เลี้ยงอยู่แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่สามารถกำจัดได้หมดเลยทีเดียว เพราะมันมีวิธีการกำจัดกลิ่นของสัตว์เลี้ยงอยู่ซึ่งเราจากจะแนะนำและเป็นวิธีง่ายๆตามแบบฉบับของแม่บ้าน มีด้วยกันดังต่อไปนี้

วิธีการกำจัดกลิ่นของสัตว์เลี้ยง
อันดับแรกที่คุณควรจะมีคือน้ำส้มสายชูหลายคนอาจจะสงสัยว่าจะใช้น้ำส้มสายชูทำอะไรเพราะด้วยตัวของน้ำส้มสายชูนั้นก็มีกลิ่นประจำเป็นของตัวเองอยู่แล้วแต่คุณรู้หรือไม่ว่าเมื่อเราใช้น้ำส้มสายชูไปสักระยะหนึ่งแล้วกลิ่นของมันก็จะหายไปเองฉะนั้นตัวชูโรงของการกำจัดกลิ่นสัตว์เลี้ยงนั้นก็คือน้ำส้มสายชูนั่นเองแต่จะมีสูตร ด้วยกันหลากหลายสูตรไม่ว่าจะเป็นการใช้น้ำผสมกับน้ำส้มสายชู แล้วนำมาถูบริเวณที่สัตว์เลี้ยง ทำกิจวัตรประจำวันอยู่ทุกวันสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้กลิ่นไม่ติดบ้านแต่ถ้าหากอยากกำจัดกลิ่นของสัตว์เลี้ยงที่อยู่บนตัวของน้องก็ให้ผสมกับเบกกิ้งโซดา แล้วนำมาถูตามบริเวณเส้นขน เพื่อกำจัดกลิ่น
หากอยากเพิ่มความหอมสดชื่นให้กับ ตัวน้องหมาหรือแมวก็อาจจะ ใช้แชมพูที่มีส่วนผสม ของความหอม หรือหากใช้หาง่ายๆเลยก็อาจจะใช้น้ำยาบ้วนปากก็ได้ เพราะสามารถหาได้ง่ายกว่าการออกไปซื้อแชมพูกำจัดกลิ่น ซึ่งวิธีการก็คือให้นำน้ำ + น้ำส้มสายชู + น้ำยาบ้วนปาก นำมาผสมในอัตราที่เท่ากันแล้วทาลงบนเส้นขนของสัตว์เลี้ยงให้ทั่ว ทิ้งไว้ประมาณ 10 – 20 นาทีแล้วล้างออก อาจจะใช้ ยาสระผมเป็นตัวช่วยหรือครีมอาบน้ำเพื่อให้มีความหอมมากยิ่งขึ้น การใช้วิธีนี้จะช่วยดับกลิ่นสาบที่อยู่ในตัวของสัตว์เลี้ยงของคุณ ให้หายขาดในอนาคตได้แต่คุณจะต้องทำเป็นประจำอย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 – 5 ครั้งเพียงเท่านี้น้องหมาน้องแมว ของคุณก็จะเป็นสัตว์เลี้ยงที่น่ากอดรัดฟัดเหวี่ยงทุกวันเลยก็ว่าได้ เพราะความขี้อ้อนและความรักที่มันมอบให้ก็อาจจะทำให้คุณนั้นหลงรักมันมากขึ้นไปอีกด้วย

ยาบำรุงร่างกายต้องดูอะไรบ้าง

การมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงเป็นสิ่งหนึ่งที่ใครๆก็ปรารถนาพึงมี และด้วยในปัจจุบันมีนวัตกรรมทางการแพทย์ใหม่ๆ ตัวยาใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย และตัวยาที่กำลังเป็นที่นิยมและทำให้ผู้คนเชื่อว่าสามารถบำรุงร่างกายให้แข็งแรงได้ นั่นก็คือ “ยาบำรุงร่างกาย” นั่นเอง

ปัจจุบันมีผู้ผลิตยาบำรุงร่างกายนี้ออกมาจำหน่ายเป็นจำนวนมาก ทำให้มีตัวเลือกในหลาย แบรนด์ หลายรูปแบบ แต่เราจะเลือกทานแบบไหน ของแบรนด์ไหนที่จะเหมาะสมกับร่างกายและได้ผลกับเราจริงๆ และไม่เป็นอันตรายกับตัวเอง ก่อนที่จะเลือกหรือตัดสินใจรับประทานยานั้น ก็ควรจะทำการศึกษาตัวยาแต่ละตัว โดยมีเทคนิคดังต่อไปนี้

1.เลือกรับประทานยาของแบรนด์ที่ได้รับการรับรองตามเครื่องหมาย อย. ว่าปลอดภัยและมีวางจำหน่ายในแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพราะตัวยานี้มีทั้งที่ผ่านการรับรองมาตรฐานและของที่ไม่ได้ผ่านมาตรฐาน ซึ่งนั่นหมายความว่าอาจจะมีผู้ขายที่ไม่ได้มีความรู้ทางด้านนี้จริง ทำให้การผลิตยาไม่ได้มาตรฐานหรืออาจจะมีสารที่เป็นอันตรายต่อร่างกายผสมอยู่ในตัวยานั้นก็เป็นได้ ดังนั้นไม่ควรจะเลือกรับประทานตัวยาที่ไม่ได้มาตรฐานหรือยาเถื่อน เพราะนั่นอาจจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้เป็นอย่างมาก

2.เมื่อซื้อยามาแล้ว ก็ควรศึกษาวิธีรับประทานให้ถูกวิธี ควรจะศึกษาวิธีการรับประทานที่อยู่ข้างขวดหรือที่ถุงยาก่อนทุกครั้งก่อนรับประทาน และควรปฏิบัติตามวิธีขั้นตอนเพื่อความถูกต้องและปลอดภัยในการใช้ยา

3.ควรทานยาในเวลาที่เหมาะสม โดยปกติแล้วยาบำรุงร่างกายเหมาะกับจะทานในเวลาเช้า แต่ในบางตัวยาก็ต้องรับประทานมากกว่าวันละ1ครั้งแล้วแต่ตัวยา ดังนั้นควรจะทำการศึกษาและรับประทานให้เหมาะสมกับเวลาเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด

4.ควรเลือกยาบำรุงร่างกายที่มีส่วนผสมของวิตามินที่เหมาะสมกับร่างกายของแต่ละบุคคลด้วย แต่ละบุคคลนั้นจะมีความต้องการในวิตามินที่ต่างกัน โดยคำนึงถึงปัญหาสุขภาพ อายุ กิจกรรมหลัก แต่สำหรับทางที่ดีที่สุดคือ วิตามินรวม เพราะว่าวิตามินรวมจะรวมทุกชนิดในการบำรุง

5.ควรทานอาหารให้ครบ5หมู่และครบ3มื้อดังปกติ ถึงแม้ว่าคุณจะทานยาบำรุงร่างกายก็ตาม เพราะยาบำรุงจะทำหน้าที่เป็นตัวช่วยเสริมเท่านั้น ถ้าหากทานยาบำรุงเพียงอย่างเดียวแต่ไม่ได้รับสารอาหารที่ครบนั่นก็ไม่อาจทำให้ร่างกายนั้นสมบูรณ์แข็งแรงขึ้นมาได้

จะเห็นได้ว่าการทานยาบำรุงร่างกายนั้นจะช่วยเสริมให้ผู้ที่มีปัญหาทางร่างกายได้ทานเป็นตัวช่วยเสริมให้ร่างกายทำงานได้ดีขึ้น แต่อย่างไรก็ตามก็เป็นเพียงแค่การเสริม สิ่งสำคัญจริงๆนั่นก็คือการดูแลสุขภาพด้วยวิธีธรรมชาตินั้นถือว่าดีที่สุด ทั้งการออกกำลังกาย การทานอาหาร และการตรวจสุขภาพเป็นประจำ

ผลไม้ไทยที่ดีมากสำหรับผิว

สมัยนี้เรื่องความสวยความงามนั้นไม่ใช่เพียงแค่ผู้หญิงที่ให้ความสนใจเท่านั้น เพราะปัจจุบันเองผู้ชายก็ให้ความสนใจในเรื่องผิวพรรณเช่นกัน เพราะการมีผิวที่ดีบ่งบอกถึงสุขภาพที่ดีด้วย และหนึ่งในวิธีง่ายๆ ที่จะบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งจากภายใน นั่นก็คืออาหารการกิน นอกจากจะต้องทานให้ครบ 5 หมู่แล้ว การเน้นทานผลไม้บางชนิดก็จะยิ่งช่วยให้ผิวสวยใสได้อีกด้วย มาดูกันว่ามีผลไม้ชนิดไหนบ้าง

1.แอปเปิล
เพราะเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินต่างๆ หลายชนิด รวมไปถึงแร่ธาตุที่สำคัญกับผิวพรรณ ไม่ว่าจะเป็น วิตามินซี กรดลิก วิตามินเอ และแคลเซียม ทั้งนี้สีของแอปเปิลก็ให้ประโยชน์ต่างกันด้วย ในแอปเปิลแต่ละลูกนั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก ช่วยในเรื่องของผิวพรรณโดยตรง ซึ่งจะป้องกันผิวจากการเกิดริ้วรอย และในแอปเปิลแดงนั้นมีสารต้นอนุมูลอิสระมากที่สุดด้วย กระฝ้าต่างๆ จะค่อยๆ ดีขึ้น วิธีการทานให้ได้ผลคือทานทั้งเปลือก เพราะในเปลือกนั้นมีสารที่ช่วยกำจัดสารพิษในร่างกายด้วยล่ะ

2.ส้ม
น่าจะรู้กันดีว่าส้มนั้นมีวิตามินซีสูงมากๆ นอกจากนี้ยังมีเบต้าแคโรทีน วิตามินบี และวิตามินเอ ซึ่งล้วนแต่เป็นสารที่ช่วยในเรื่องผิวพรรณทั้งสิ้น ซึ่งส้มนั้นเต็มไปด้วยใยอาหารและคอลลาเจน และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระมากพอๆ กับแอปเปิลด้วย ซึ่งการทานส้มเป็นประจำจะทำให้ผิวพรรณขาวใสดูสุขภาพดี ไม่ทำให้ผิวเหี่ยวก่อนวัยอันควรด้วย ชะลอความแก่ ช่วยบำรุงให้กระจ่างใส ผิวเด้งดึ๋งแบบไม่ต้องพึ่งอาหารเสริมเลย

3.กล้วย
เป็นผลไม้ที่น่าจะคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก เชื่อว่าหลายคนคงเคยผ่านการทานกล้วยบดมาแล้ว เพราะในกล้วยนั้นมีกากใยอาหารเยอะมาก อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นหลายชนิด ทั้งธาตุเหล็ก ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุโพแทสเซียม วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี การทานกล้วยในตอนเช้า จะทำให้ระบบการทำงานต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในกล้วยมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง จึงช่วยปกป้องผิวพรรณช่วยชะลอความแก่ ทำให้ผิวพรรณชุ่มชื้น ช่วยแก้ปัญหาผิวแห้งกร้าน วิตามินซีในกล้วยจะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิว การทานกล้วยยังช่วยปกป้องผิวพรรณจากแสงแดด ทำให้ผิวไม่เหี่ยวย่น นอกจากนี้กล้วยยังเต็มไปด้วยวิตามินเอที่จะช่วยลดเลือนจุดด่างดำ ดังนั้นหมั่นทานกล้วยเสมอ นอกจากอิ่มท้องแล้วยังช่วยเรื่องผิวพรรณได้ดีมาก แถมทำให้ระบบขับถ่ายทำงานเป็นปกติ ได้ทั้งผิวได้ทั้งหุ่นเลยทีเดียว ใครที่ไม่ชอบทานกล้วยลองเปลี่ยนความคิดซะใหม่เพราะมีประโยชน์มากจริงๆ

ทำเลบ้านสำคัญแก่สุขภาพไหม

จริงๆ แล้วการเลือกทำเลนั้นมีความสำคัญมาก ในทางฮวงจุ้ยนั้นหากเลือกทำเลไม่ดีก็จะส่งผลต่อสุขภาพของคนในบ้านด้วย ดังนั้นก่อนจะซื้อบ้านควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านฮวงจุ้ยตั้งแต่ในเรื่องการเลือกที่ดินบ้าน เพราะหากอยู่ในสถานทีที่ดี ก็จะได้รับแต่พลังงานดีๆ ได้รับกระแสที่ดีจากสิ่งแวดล้อมรอบข้าง เรื่องของการออกแบบนั้นก็สำคัญด้วยเพราะหากหันไปในทิศที่ไม่ได้ ก็จะได้รับกระแสไม่ดีเข้ามา ทำให้คนในบ้านมีสุขภาพไม่ค่อยดี ดังนั้นลองมาดูลักษณะของทำเลบ้านที่ดีกันดีกว่า ว่าต้องเป็นอย่างไรบ้าง

ทำเลบ้านที่ดีจะต้องหันหน้าไปทางแม่น้ำ ในส่วนของพื้นที่รอบๆ นั้นควรทำแบบสโลปเทเข้าบ้าน ซึ่งทางฮวงจุ้ยหมายความว่าเป็นการนำกระแสพลังจากดินเข้ามาในตัวบ้าน ทำให้มีความมั่นคงแข็งแรง อีกทั้งในทางวิทยาศาสตร์การทำสโลปเช่นนี้จะทำให้เวลาฝนตกน้ำจะเทจากที่สูงลงต่ำ ทำให้กระแสดน้ำไม่ไหลเข้าบ้านนั่นเอง แต่ทั้งนี้ก็ไม่ควรทำสโลปที่ด้านหน้าของตัวบ้าน เพราะจะเป็นการเทออก โดยทางฮวงจุ้ยเรียกว่าเหม่งตึ๊ง หรือโถงสว่าง ความหมายคือการสะสมเงินทอง และในส่วนของพื้นที่ด้านหลังห้ามสร้างชิดกำแพง เพราะลมจะพัดเข้าออกไม่สะดวกเป็นพลังงานไม่ดีในทางฮวงจุ้ย และบางองศาทิศทางเมื่อคำนวณแล้วพบว่าทางด้านหลังบ้านก็เป็นกระแสโชคหลักได้เช่นกัน แต่ถ้าต่อเติมจนติดขอบด้านหลังบ้านและไม่มีทางระบายลมออก จะทำให้พลังงานไหลเวียนมาเลี้ยงส่วนหลังบ้านไม่ถึง ฉะนั้นถ้าจำเป็นต้องต่อเติมควรมีช่องระบายอากาศด้วย

นอกจากนี้ในเรื่องของโครงสร้างก็มีความสำคัญเช่นกัน การออกแบบตัวบ้านจะต้องให้ความรู้สึกที่มั่นคงกับผู้อยู่อาศัยเพราะมีผลกับทางฮวงจุ้ย จะส่งผลถึงสุขภาพในเรื่องกระดูก หากโครงสร้างไม่ดี คนในบ้านจะมีอาการเกี่ยวกับกระดูกและอาจจะลามไปถึงการเป็นอัมพาตได้ ควรทำประตูหน้าต่างให้สามารถรับลมได้เต็มที่ ซึ่งส่วนใหญ่ลมจะพัดในทิศตะวันตกเฉียงใต้และทิศใต้เป็นหลัก ดังนั้นควรติดตั้งประตูและหน้าต่างในทิศที่ลมพัดผ่านเสมอ จะเป็นการพัดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ของคนในบ้านออกไปได้

ตัวบ้านไม่ควรมีไม่มีส่วนเว้าแหว่ง มีซอกลืบให้น้อยๆ บ้านที่เว้าแหว่งเป็นผลเสียต่อสุขภาพของคนในบ้าน โดยถ้ามองออกไปด้านหน้าบ้านแล้วฝั่งซ้ายหรือที่เรียกว่าฝั่ง “มังกรเขียว” เว้าแหว่ง ผลเสียก็จะเกิดขึ้นกับฝ่ายชาย แต่ถ้าเว้าแหว่งทางขวาที่เรียกว่าฝั่ง “เสือขาว” จะเสียหายกับผู้หญิงในบ้าน ส่วนบ้านที่มีซอกลืบมากๆ พลังของแต่ละห้องก็จะบิดเบี้ยวไมสมดุลคล้ายมีดอีโต้ ไม่เป็นผลดีต่อผู้อยู่อาศัย นอกจากนี้ยังเปลืองเนื้อที่โดยเปล่าประโยชน์และจัดวางเฟอร์นิเจอร์ยากอีกด้วย ซึ่งหลักในการออกแบบและหาทำเลบ้านนั้นมีความสำคัญต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัยโดยตรงจริงๆ